รู้หรือไม่? ทำไมไม่ควร กินยาพร้อมนม!

กินยาพร้อมนม

หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ห้ามกินยาพร้อมนม” ซึ่งทุกคนก็ต่างหลงเชื่อกับคำพูดเหล่านี้กันทั้งนั้น เนื่องจากเป็นประโยคที่ได้ยินกันมาอย่างเนินนาน แล้วคุณเคยสงสัยกันหรือไม่? ทำไมเราถึงไม่ควรกินยาพร้อมนม ถ้า กินยาพร้อมนม แล้วจะเกิดอะไรขึ้น วันนี้เราจะพาคุณไปหาคำตอบกันว่า “ห้ามกินยาพร้อมนม” นั้นเป็นความจริงหรือไม่? ตามไปหาคำตอบพร้อม ๆ กันเลยดีกว่าค่ะ

กินยาพร้อมนม

ทำไมถึงห้าม กินยาพร้อมนม

รศ.ดร.โอภา  วัชระคุปต์ อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่าการดื่มน้ำผลไม้หรือนมหลังรับประทานยา หรือใช้น้ำผลไม้แทนน้ำนั้นอาจมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาเช่นเดียวกับกรณีการรับประทานยาก่อน หรือหลังอาหาร เช่นถ้ารับประทานยาพร้อมนม ในนมมีแคลเซียม ซึ่งแคลเซียมจะไปจับตัวยาบางชนิด เช่น ซิพเปอร์เฟอซิน ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ถ้ารับประทานยาพร้อมนม น้ำนมหรือสารละลายที่มีแคลเซียมเหล็กก็จะไปจับเป็นคอมเพล็กซ์กับยา ทำให้ยาไม่สามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้

ยาปฏิชีวนะบางชนิดมี โมเลกุลขนาดใหญ่ เวลามาถูกแคลเซียมจับก็สามารถตกตะกอนหรือจับเป็นคอมเพล็กซ์ได้ ทำให้ยาไม่ออกฤทธิ์ ส่วนน้ำส้มมีผลทำให้ปัสสาวะมีฤทธิ์เป็นกรดหรือเป็นด่าง ซึ่งจะทำให้ยาถูกขับออกมากหรือน้อยจะทำให้ปริมาณยาในร่างกายเปลี่ยนแปลงไป

กินยาพร้อมนม

กินยาพร้อมนม แล้วจะเกิดอะไรขึ้น?

นม หรือผลิตภัณฑ์จากนม เช่น ชีส โยเกิร์ต หรือไอศกรีม มีส่วนประกอบของแคลเซียมสูง หากรับประทานร่วมกับยาบางชนิดจะเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาและนม หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ยาตีกันกับนม เนื่องจากแคลเซียมในนมจะไปทำปฏิกิริยากับโครงสร้างของยา ทำให้ได้สารประกอบที่ไม่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและไม่ถูกดูดซึมหรือลดการดูดซึมยา หรืออาจทำให้ยาหมดฤทธิ์ ส่งผลต่อประสิทธิภาพของยาในการรักษาโรคได้ลดลง

นอกจากนมและผลิตภัณฑ์จากนมแล้ว ยังหมายรวมถึงยาลดกรดที่มีส่วนประกอบของแมกนีเซียม อะลูมิเนียม หรือแร่ธาตุเสริม เช่น ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม อีกด้วย ที่ไม่แนะนำให้รับประทานพร้อมกับยาบางชนิด เนื่องจากส่งผลลดการดูดซึมยาเช่นเดียวกัน

ควรรับประทานยาห่างจากนม นานเท่าไหร่?

หากท่านต้องการดื่มนมหรือรับประทานอาหารที่มีนมเป็นส่วนประกอบในช่วงที่ต้องรับประทานยาที่มีคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการดื่มนม ก็สามารถทำได้ โดยแนะนำให้ดื่มนมก่อนหรือหลังรับประทานยานั้น ๆ อย่างน้อย 2  ชั่วโมง หรือตามคำแนะนำพิเศษในยาบางชนิดก็อาจรับประทานห่างมากกว่า 2 ชั่วโมงได้ดังที่กล่าวไปข้างต้น

7 ข้อห้าม อย่ากินยาพร้อมกับสิ่งนี้ต่อไปนี้

7 ข้อห้าม อย่ากินยาพร้อมกับสิ่งนี้ต่อไปนี้

1. นมและผลิตภัณฑ์จากนมบางชนิด

แม้นมจะเป็นอาหารที่มีประโยชน์ แต่เนื่องจากนมมีส่วนประกอบของแคลเซียม ซึ่งมีผลต่อการดูดซึมของยาบางชนิดได้ โดยแคลเซียมในนมจะไปจับตัวกับยาบางชนิด กลายเป็นสารประกอบเชิงซ้อนที่ไม่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มของยาปฏิชีวนะ ยิ่งไม่ควรทานคู่กับนมและผลิตภัณฑ์จากนมโดยเด็ดขาด เพราะแคลเซียมจากนมจะเข้าไปขัดขวางไม่ให้ร่างกายสามารถดูดซึมตัวยาได้อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้จึงอาจทำให้ทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้นนั่นเอง

2. อาหารและเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรด

เพราะอาหารและเครื่องดื่มที่มีกรดผสมอยู่นั้น จะไปขัดขวางกระบวนการดูดซึมของยา ทำให้ร่างกายได้รับเคมีจากยาเข้าไปบำบัดอาการเจ็บป่วยได้น้อยลง แทนที่อาการป่วยจะดีขึ้น กรดเหล่านี้กลับจะยิ่งทำให้เชื้อโรคและแบคทีเรียไม่ถูกทำลาย ตรงกันข้าม ยังทำให้เจริญเติบโตต่อไปได้อีกด้วย สำหรับอาหารและเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรดที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ น้ำอัดลม โซดา ผลไม้และน้ำผลไม้รสเปรี้ยว รวมไปถึงอาหารที่มีส่วนผสมจากมะเขือเทศอย่างซอสมะเขือเทศ ก็มีฤทธิ์ขัดขวางการดูดซึมของยาได้เช่นกัน ทราบเช่นนี้แล้ว ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีกรดผสมอยู่พร้อมกับการทานยาจะดีที่สุดค่ะ

3. น้ำผลไม้บางชนิด

น้ำผลไม้บางชนิด เช่น เกรปฟรุต ผลไม้ตระกูลเดียวกับส้มโอ แม้จะมีสรรพคุณเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แต่มีงานวิจัยพบว่าการดื่มน้ำเกรปฟรุตมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาหลายชนิด เช่น ยาลดความดัน ฟิโลดิปีน (felodipine) แอมโลดิปีน (amlodipine) ยาลดไขมันในเลือด ซิมวาสแตติน (simvasatatin) ยาคลายเครียด ไดอะซีแพม(diazepam) เนื่องจากไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในการเปลี่ยนแปลงยา จนระดับยาในเลือดสูงขึ้นและอาจเกิดอันตรายต่อผู้ป่วยได้

กินยาพร้อมนม

4. กาแฟ

หลายท่านอาจคิดว่าทานยาพร้อมกาแฟก็คงไม่เป็นอะไรหรอก เพราะบังเอิญมีแก้วกาแฟถืออยู่ในมือเวลานั้น แต่จริงแล้วไม่ควรค่ะโดยเฉพาะในกรณีที่ทานยากลุ่มแก้หวัดหรือขยายหลอดลมอยู่ ห้ามทานคู่กันโดยเด็ดขาด เนื่องจากกาแฟมีฤทธิ์ทำให้หัวใจเต้นเร็ว เช่นเดียวกับยาขยายหลอดลมที่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของหัวใจเช่นเดียวกัน ดังนั้น เมื่อทานพร้อมกันอาจเกิดอาการใจสั่น รวมทั้งภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ หรือในคนที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว กรณีนี้ยิ่งอันตรายมากขึ้นค่ะ

5. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ด้วยความที่แอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดประสาท ดังนั้น ผู้ที่ทานยาที่มีฤทธิ์กดประสาท เช่น ยาแก้แพ้ ยานอนหลับ ยาแก้โรคซึมเศร้า จึงต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะหากไปดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยาแล้ว จะยิ่งเสริมฤทธิ์กดประสาทให้รู้สึกง่วงซึม และขาดสมาธิมากขึ้น ถ้ารุนแรงก็อาจถึงขั้นหมดสติและหยุดหายใจได้

6. ผักใบเขียวที่มีวิตามินเคสูง

แม้กรณีนี้จะไม่ได้เป็นการทานพร้อมยาโดยตรงก็ตาม แต่ในมื้ออาหารก่อนที่จะทานยา หากมีการทานผักใบเขียวจำพวก บรอกโคลี ผักโขม หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี ในปริมาณมาก ควรต้องระวังเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่ทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด วาร์ฟาริน (warfarin) อยู่ เนื่องจากมีผลต่อระดับความแข็งตัวของเลือดโดยตรงจนอาจเกิดอันตรายได้

7. ผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง

ผลไม้บางชนิด โดยเฉพาะกล้วยกับส้มที่คนไทยเราชอบรับประทาน ผลไม้ 2 ชนิดนี้มีโพแทสเซียมสูง ซึ่งโพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุที่มีผลต่อการใช้ยาขับปัสสาวะ หากระดับโพแทสเซียมในเลือดผิดปกติจนทำให้เกิดพิษจากยาที่ออกฤทธิ์ต่อหัวใจ ก็อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้

จบกันไปแล้วกับบทความที่ว่า “ห้ามกินยาพร้อมนม” จากบทความข้างต้น คงทำให้ใครหลาย ๆ คนคลายข้อสงสัยกับประเด็นนี้กันไปแล้ว ซึ่งสิ่งที่เราเคยได้ยินกันมาอย่างเนินนานนั้นเป็นความจริง! ด้วยเหตุนี้ เพื่อการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี และกินยาให้เกิดประสิทธิภาพในการรักษาโรคอย่างสูงสุด ก็คือการกินยาคู่กับน้ำเปล่านั่นเองค่ะ เพราะน้ำเปล่าคือตัวละลายยาที่ดีที่สุด!

อัพเดต เพลงฮิต เกาะติดกระแสเพลงดัง ทุกวงดนตรีระดับโลก ได้ ที่นี่ หรืออ่านบทความเพิ่มเติมของเว็บไซตเราเพียงคลิก